ระเบียบวิธีการวิจัย

    ระเบียบวิธีการวิจัย

    การศึกษามูลค่าตลาด e-Commerce (e-Commerce) ในประเทศไทย ปี 2560 โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. (Electronic Transactions Development Agency (Public Organization)) ได้จัดทำขึ้นเป็นปีที่ 3 โดยมีวิธีการวิจัย (Research Framework and Methodology) ดังปีที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ได้ในเชิงสถิติ โดยได้ดำเนินการสำรวจมูลค่า e-Commerce ของประเทศไทย ทั้งในรูปแบบการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

    สำหรับนิยาม e-Commerce ที่ใช้ในการศึกษาและสำรวจข้อมูลครั้งนี้ ได้มีการอ้างอิงตามคำนิยามe-Commerce ขององค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-Operation and Development : OECD) กล่าวคือ “e-Commerce หมายถึง ธุรกิจที่มีการขายสินค้า หรือบริการให้ลูกค้าผ่านอินเทอร์เน็ต หรือหมายถึงมีการให้ลูกค้าส่งคำสั่งซื้อสั่งจองสินค้า หรือบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต (ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ หรือทางอีเมล) ส่วนการชำระเงินและการจัดส่งจัดทำผ่านช่องทางใดก็ได้ ซึ่งจะนับรวมคำสั่งซื้อที่ได้รับจาก Internet application เช่น เว็บไซต์, Extranet และโปรแกรมอื่น ๆ ที่ทำงานผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่น EDI ที่ผ่านทางอินเทอร์เน็ต, Minitel ที่ผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือผ่านทางเว็บไซต์อื่น ๆ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่เข้าถึงเว็บไซต์เหล่านั้น (เช่น อาจเข้าเว็บไซต์ผ่านมือถือ หรือ โทรทัศน์ ฯลฯ ) แต่จะไม่รวมคำสั่งซื้อที่ได้รับทางโทรศัพท์ โทรสาร หรือการโต้ตอบผ่านทางอีเมลทั่วไปที่ไม่มีคำสั่งซื้อสินค้าและบริการ”

    ระเบียบวิธีวิจัย ปี 2560

    1. การกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรม

    การศึกษาในปีนี้ทำการแบ่งกลุ่มผู้ประกอบการ e-Commerce ออกตาม ประเภทอุตสาหกรรม โดยอ้างอิงประเภทอุตสาหกรรมตามมาตรฐานการจัดประเภทธุรกิจทั้งในระดับสากล และในระดับประเทศ (ISIC และTSIC) โดยหากพิจารณาเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีการดำเนินธุรกรรม e-Commerce พบว่า มีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านช่องทาง e-Commerce ทั้งหมด 8 หมวด อุตสาหกรรมใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย (1) การผลิต (Manufacturing) (2) การค้าปลีก และการค้าส่ง (Retail and Wholesale) (3) การขนส่งและการเก็บรักษาสินค้า (Transport & storage) (4) การให้บริการที่พัก (Accommodation) (5) ข้อมูล ข่าวสารและการสื่อสาร (Information & Communication) (6) กิจกรรมประกันภัย (Insurance) (7) ศิลปะ ความบันเทิง และนันทนาการ (Art, Entertainment and Recreation) และ (8) การบริการอื่น ๆ (Other services) โดยทั้ง 8 หมวดอุตสาหกรรม จะประกอบไปด้วย 21 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย เพื่อให้ครอบคลุมผู้ประกอบการ e-Commerce ของประเทศไทยในปัจจุบันให้มากที่สุด

    2. การกำหนดมิติในการวิเคราะห์ข้อมูล

    ในการสำรวจครั้งนี้ทำการสำรวจมูลค่า e-Commerce ในปี 2559 และคาดการณ์มูลค่า e-Commerce ในปี 2560 โดยมีมิติในการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งออก เป็น 3 ด้าน ดังนี้

    2.1 มิติที่หนึ่ง สำรวจโดยแบ่งมูลค่า e-Commerce ตามลักษณะทางธุรกิจ ได้แก่ B2B B2C และ B2G โดยข้อมูล B2G ได้มาจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าวคือ เป็นมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐจะประกอบด้วยการจัดหาพัสดุด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Market: e-Market) และด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bidding: e-Bidding) เท่านั้น

    2.2 มิติที่สอง สำรวจโดยแบ่งมูลค่า e-Commerce ตามรายได้ของผู้ประกอบการ e-Commerce ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการ e-Commerce น้อยกว่า 50 ล้านบาทต่อปี (SMEs) และผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการ e-Commerce มากกว่าหรือเท่ากับ 50 ล้านบาทต่อปี (Enterprises)

    2.3 มิติที่สาม สำรวจโดยแบ่งมูลค่า e-Commerce ตามการแบ่งประเภทอุตสาหกรรม ISIC Rev.4 (International Standard Industrial Classification of All Economic Activities Rev.4) แบ่งเป็น 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้ อุตสาหกรรมการผลิต, อุตสาหกรรม การค้าปลีกและการค้าส่ง, อุตสาหกรรมการขนส่ง, อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก, อุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร, อุตสาหกรรมการประกันภัย, อุตสาหกรรม ศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ และอุตสาหกรรมการบริการด้านอื่น ๆ

    ทั้งนี้ มูลค่า e-Commerce ของอุตสาหกรรมการให้บริการที่พักใช้ข้อมูลจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ส่วนมูลค่า e-Commerce ของอุตสาหกรรมการประกันภัย ใช้ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เนื่องจากเป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

    3. การกำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

    การสำรวจมูลค่า e-Commerce ในประเทศไทย ปี 2560 ในครั้งนี้ได้ทำการเก็บและรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้ประกอบการทั้งหมด 2 กลุ่มได้แก่ (1) กลุ่ม SMEs โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสอบถามทางออนไลน์ (Online Questionnaire) และ (2) กลุ่ม Enterprises โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (Face to Face Interview) และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือทางสถิติ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    3.1 การสำรวจเชิงปริมาณ เป็นการสำรวจที่มีเป้าหมายเพื่อการรวบรวมข้อมูลจาก SMEs ซึ่งได้มีการรวบรวมข้อมูลผ่านการแจกแบบสอบถามทางออนไลน์เป็นหลัก (Online Questionnaire) โดยเนื้อหาหรือประเด็นของแบบสอบถามจะครอบคลุมทั้งหมด 7 ประเด็น

    3.2 การสำรวจเชิงคุณภาพ เป็นการสำรวจที่มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ของตลาด e-Commerce ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงมุมมองในอนาคต ได้มีการรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้บริหารระดับสูงในองค์กร ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ Enterprises โดยประเด็นคำถามในแบบสัมภาษณ์เชิงลึกนี้มีความแตกต่างกับแบบสอบถามออนไลน์ เนื่องจากแบบสอบถามถูกสร้างมาเพื่อลักษณะเฉพาะกลุ่มธุรกิจ

    4. การกำหนดกรอบประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

    การกำหนดกรอบประชากรของการสำรวจมูลค่า e-Commerce ในประเทศไทย ปี 2560 ครั้งนี้ เกิดจากการนำข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบการซึ่งรวบรวมมาจาก 3 แหล่ง ประกอบไปด้วยประชากรที่เป็นผู้ประกอบการ e-Commerce ทั้งสิ้น 644,071 ราย โดยจำนวนประชากรที่ใช้ในการศึกษาอ้างอิงรายชื่อจากสมาคมผู้ประกอบการ e-Commerce ไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยได้มีการอัปเดตฐานข้อมูลผู้ประกอบการ และทำการขจัดความซ้ำซ้อนของข้อมูล กล่าวคือ รายชื่อผู้ประกอบการจากแหล่งข้อมูลทั้ง 3 แหล่งนั้นมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการกำหนดกรอบจำนวนประชากรที่ใช้ในการสำรวจ คณะผู้วิจัยจึงใช้วิธีการคัดกรองรายชื่อที่ซ้ำซ้อนกันของรายชื่อผู้ประกอบการจากทั้ง 3 แหล่งข้อมูลออก ให้เหลือเพียงรายชื่อเดียว เพื่อให้ข้อมูลจำนวนผู้ประกอบการมีความถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างไรก็ตามในการคัดกรองรายชื่อที่ซ้ำซ้อนนั้น อาจจะมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดด้านรายละเอียดของผู้ประกอบการที่ทำให้ไม่สามารถคัดกรองรายชื่อที่ซ้ำซ้อนได้


    การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง

    ในการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของการสำรวจมูลค่า e-Commerce ของประเทศไทย ปี 2560 จะใช้สูตรของ Yamane (1973 : 1088) โดยสูตรในการคำนวณหากลุ่มตัวอย่าง คือ

    equation

    เมื่อ n = จำนวนกลุ่มตัวอย่าง

    N = จำนวนประชากร

    e = ค่าความคลาดเคลื่อนสูงสุดที่ยอมรับให้มีได้

    การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง คำนวณจากประชากรในหมวดอุตสาหกรรม ทั้ง 8 หมวดอุตสาหกรรม แบ่งออกตามลักษณะการเก็บข้อมูล โดยสามารถสรุปจำนวน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการสำรวจ ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ 90% ได้จำนวน 3,326 ราย สำหรับกลุ่มตัวอย่างของผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการ e-Commerce น้อยกว่า 50 ล้านบาทต่อปี ส่วนในการสำรวจกลุ่มตัวอย่างของผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการ e-Commerce มากกว่าหรือเท่ากับ 50 ล้านบาทต่อปี ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ 100% ได้จำนวน 100 ราย